นานมากแล้วที่ไม่ได้เข้าบลอค .....

มัวแต่วุ่นๆอยู่กับการเรียนปริญาโท ...

คล้ายกับการละเลยหน้าที่ยังไงเยี่ยงนั้น ....

 วันนี้เนื่องในโอกาสวันแห่งความรัก ...

จึงขออัพบลอคฉลองชัย ....

 มุมนอกเรื่องจับเข่าคุยกับเจ้าของบลอค

คือ เมื่อเร็วๆนี้ ผมเพิ่งจะอ่านหนังสือของท่านอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก จบคับ

 ได้ข้อคิดมากมาย ที่สามารถนำมาประยุกข์ใช้ในแง่ + ได้อย่างดีเยี่ยม

 แต่ขออุบเอาไว้ก่อนนะ 

ในที่สุดก็เริ่มซะที

วันนี้เราจะมาเริ่มกันในหัวข้อ มองโลกในแง่+บนพื้นฐานความเข้าใจ

ที่ผมอยากจะให้ Hi-light ไว้ตัวหนาๆคือคำว่าความเข้าใจ เพราะการมองโลกในแง่+สไตล์ของผม

 จะไม่ให้ท่านผู้อ่านไปหลอกตัวเองว่าทุกๆอย่างเป็นแง่+ เสมอ เพราะของผมจะให้ท่าน+แบบสายกลาง

 ตามแบบพระพุทธเจ้าท่านได้สั่งสอนเราๆมา งั้นไหนๆ ก็พล่ามมาเสียไกล เราก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า

 ครั้งหนึ่งในชีวิตผมอ่านหนังสือมามากมาย จึงสามารถนำมาประยุกข์ใช้กับความคิดในแง่ + ของผมได้อย่าง

 หลายทางหลากวิธี แต่ทุกๆท่าน ไม่ว่าจะเคยอ่านหนังสือมากเรื่องหรือไม่ ย่อมต้องเคยได้ยินคำนี้อย่างแน่นอน

 "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" เป็นคำตรรกศาสตร์ที่นิยามโดยนักกำเนิดพิชัยสงครามผู้ยิ่งใหญ่นามว่า

"ซุนวู"  ถามว่าคำว่ารู้เขารู้เราสามารถนำมาประยุกช์ใช้ในแง่+ ได้อย่างไร เป็นสิ่งที่ผมนายคนใหม่จะสาธยายให้

 การที่เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มันย่อมต้องมีขวากหนาม อุปสรรควิ่งเข้ามาค้ำคอให้เหนื่อยหน่ายไม่หัวใจไม่

เลือกเพลา แต่บางทีอุปสรรคอาจจะมาจาก เพื่อนรอบข้าง สิ่งมีชีวิตร่วมงาน หรือ เรียกง่ายๆ บุคคลผู้อยู่รอบๆตัว

เรา และแน่นอน บางครั้ง หรือบ่อยครั้ง บุคคลเหล่านี้จะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ท่านไม่มากก็น้อย

 และยิ่งในที่ทำงานแล้วด้วยหล่ะก็ คงไม่พ้นเรื่องของกาติฉินนินทา ว่ากล่าวติเตียน อิจฉาเข้าเส้นเลือด

ชิดกระดูกดำก็มากนัก แต่บางเรื่องอาจจะไม่คาดฝัน เพราะบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่หนักอึ้งเสียซะจนให้เราปวด

ใจ คนเหล่านี้ที่สร้างปัญหาให้กับท่านๆทั้งหลาย มันง่ายมากที่ท่านจะสามารถรับมือได้อย่างสบายๆ

"คำว่ารู้เขารู้เรา"  จะเป็นคำที่ท่านได้รับชัยชนะ บนพื้นฐานแห่งความเข้าใจเลยหล่ะ มันมีวิธีง่ายๆดังนี้ 

ลองถ้าท่านเป็นผู้ถูกกระทำ ท่านลองนั่งนึกประมวลภาพรวมเอาใจเขามาใส่ใจเรา ท่านลองสวมบทบาท

 เป็นตัวเขาดูว่าทำไมเขาถึงมีเหตุผลในการกระทำเช่นนั้น แล้วเหตุที่เกิดขึ้นมาจากเราหรือไม่ เป็นการสำรวจ

ความบกพร่องของเราอีกด้วย และพยามกรุณาให้ผู้อ่านเอาไปมองในแง่+ด้วย เพื่อที่จะสามารถมองเห็นปัญหาได้

มากขึ้น เป็นการสำรองที่นั่งให้กับตัวเราในการใช้ชีวิตประจำวันในตำแหน่งที่ปลอดภัยขึ้น

และเมื่อหลังจากท่านรู้แล้วว่าเขาทำไมถึงกระทำกับท่านแบบนี้ จงวิเคราะห์นิสัยของเขาให้ถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้รับ

ทราบเหตุอย่างแท้จริง ท่านที่จะสามารถรับมือกับปัญหาใน Case ที่คล้ายกันได้ หรือ จากบุคคลที่มีนิสัยใกล้เคียง

กันได้อย่างสบายๆในครั้งหน้าที่ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นซ้ำซากอีกก็เป็นได้ แถมยังทำให้ท่านไม่รู้สึกทุกข์ร้อนมาก

ถ้าเจอปัญหาแบบนี้ ในครั้งต่อๆไปซึ่งอาจจะไม่มีสิ้นสุดจนกว่าท่านจะสิ้นลม ยิ่งที่ท่านพยามมองในแง่+ด้วยแล้ว

 และรับทราบปัญหาได้ดีแล้ว ก็จะสบายใจใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น โดยมองจากหลักความจริงที่อิงแง่+ไงหล่ะคับ

 วันนี้ก็ขอจบการเขียนบลอคลงแต่เพียงเท่านี้ ครั้งหน้า นายคนใหม่จะพาท่านไปพบกับบทความมองโลกแง่+

มองหาโอกาสคับผม

Optimism+

posted on 13 Jan 2009 15:00 by newmans  in Optimism

มองโลกให้ + คืออะไร

ทุกคนแต่ละคนล้วนมีทัศนคติที่แตกต่างกันออกไป และมีตรรกที่ใช้ดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น มีภาพวาดอยู่หนึ่งรูป มีคนมองอยู่สองคน โดยคนหนึ่งเลือกที่จะมองว่า

"รูปนี้เป็นรูปที่สวยมาก"

ทั้งที่เพียงแค่มันเป็นรูปวิวธรรมดา แต่อีกคนหนึ่งกลับมองว่า

"มันไม่ได้สวยอะไรเลย ก็แค่วิวธรรมดา"

ความคิดของคนที่สองอาจจะถูกก็เป็นได้ ความคิดของคนแรกอาจจะผิดก็น่าคิดอยู่ แต่สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทรรศนะคติที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงของบุคคลทั้งสอง ทั้งๆที่เป็นภาพเดียวกัน ไม่ได้มีอะไรที่ทั้งสองมองเห็นผ่านสายตาที่แตกต่างกัน เพียงแต่กระบวนการคิดของทั้งสองผ่านสมองหนักเพียงสามปอนด์ในการใช้พิเคราะห์ทัศนคตินั้นต่างกัน

เช่น มีผู้ชายคนหนึ่งเขาเป็นโรคมะเร็งใกล้ตาย และรู้ว่าต้องตายในอีกหนึ่งปี ความคิดและทรรศนะคติของเขาที่จะแสดงออกมามีได้หลายทางอยู่ที่ทัศนิคติของเขาจะ + หรือ -

ถ้าเขาเลือกที่จะมองในแง่ + เขาก็จะคิดว่า

"ยังไงก็อีกตั้งหนึ่งปี"

 แต่ถ้าชายคนนั้นเลือกที่จะมองในแง่ - แน่นอนเขาจะมองภาพในเหตุการ์ณครั้งนี้กลับกัน สิ่งที่เขาจะพูดออกมาจะตรงกันข้ามกับแง่ +

"เหลือแค่หนึ่งปี"

ทัศนคติในแง่ลบ จะคอยทำล้ายจิตใจของคนในแง่ - ว่า เขาเหลือเวลาแค่หนึ่งปี หนึ่งปีเท่านั้น ซึ่งเขาก็จะนั่งกังวลไม่ปล่อยวาง เพียงแค่เขาคอยตระหนักกับเวลาของชีวิตที่เหลือไม่มาก ใช่แล้ว แต่ถ้าเขาลองมองในแง่ + แล้วตัดสินใจเป็นคนแบบข้อแรก เขาก็จะพูดกับตัวเองต่อไปว่า

"ยังไงก็อีกตั้งหนึ่งปี ทำประโยชน์อะไรเยอะแยะไป"

ชีวิตของเขาอาจจะอยู่ยืนยาวต่อไป และไม่ก็เท่าเดิม แต่อย่างน้อยวันเวลาข้างหน้าของชายผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่มองในแง่ + ก็ยังทำให้เขามีอารมณ์ความสุขในการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งสองอย่างเป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่แสดงออกมาแต่ละในโอกาส และเหตุการ์ณ ทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจ ผู้ที่มองโลกในแง่ + จะมีชีวิตที่สุขสบายในการดำรงชีวิตต่อไปแม้ปัญหาจะใหญ่หลวงก็ตาม แตกต่างจากผู้ที่มองในแง่ - แม้จะเป็นปัญหาเล็ก ทัศนคติของเขาในแง่ - สามารถจะเป็นเลนด์ขยายให้มันกว้างและใหญ่ขึ้นได้อย่างง่ายดาย เพราะทั้งสองความคิดแตกต่างกันในเรื่องวางขอบเขตของปัญหา คนที่มองในแง่ + สามารถมองเห็นปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเฉพาะด้านไม่มีผลกระทบไปสู่เรื่องอื่นและเป็นเพียปัญหาเล็กๆ แต่คนที่มองแง่ - จะมองเป็นปัญหาใหญ่ และกระทบไปเป็นลูกโซ่กับชีวิตของเขาทุกๆด้าน ในที่สุดปัญหาเล็กๆอาจจะทำลายชีวิตของเขาลงได้

คุณจะเลือกเป็นอย่างไหน ระหว่างจมปลักอยู่กับความทุข์ หรือ ก้าวออกไปพร้อมกับมันแบบมีความสุข ? แม้ว่าครั้งแรกปัญหาที่คุณไม่ได้เชื้อเชิญมันจะเดินเข้ามาหา และเวลาคุณก้าวออกไปมันจะไม่ได้วิ่งหนีไปจากชีวิต แต่มันก็จะสามารถเปลี่ยนทัศนคติของคุณที่มีต่อปัญหาได้เปลี่ยนแปลงได้อย่างเรื่องของชายโรคมะเร็งเป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้วการมองโลกในแง่ + จะถูกบดบังและถูกทำลายอย่างย่อยยับไปกับตัวแปรที่เรียกว่าสภาพแวดล้อม เช่นคนรอบข้าง สภาพแวดล้อมรอบๆตัวคุณ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องจำไว้ สมองของคนรอบข้างกับสมองของคุณไม่ได้อยู่ติดกันดังนั้น ไม่มีใครจะมานั่งคิดแทนคุณได้หรอกครับ คุณเท่านั้นที่จะเลือกใช้สมองของคุณมองโลกทัศนคติของคุณออกมา ว่าเลือกที่จะ + หรือ -

ครั้งนี้เป็นการ Intro นะครับ ครั้งหน้าจะมาต่อกับบทความที่ว่า "มองโลกในแง่ + บนพื้นฐานความเข้าใจ"

edit @ 13 Jan 2009 15:46:18 by คนใหม่

พบกันครั้งแรก

กล่าสวัสดี พี่ๆน้องชาวบลอคทุกคน

ผม นายคนใหม่

มาพบกับทุกๆท่านครั้งแรกบนโลกไซเบอร์

Q.คำถามที่ทุกๆคนคิดอยู่คือว่าบลอคนี้เกี่ยวกับอะไร

A.ผมจะตอบให้มันคือ บลอคที่จะพยามเปลี่ยนวิธีคิดของคุณให้ดีขึ้น

Q.แล้ว นายคนใหม่นี่ใคร ?

A.ผมเป็นบุคคลคนหนึ่งที่พยามจะนำเสนอวิธีคิดของผมให้ทุกๆคนรู้

โดยผมเป็นนักเขียนที่พยามจะเปลี่ยนชีวิตของคนอ่านให้มองโลกให้สดใสขึ้น

Q.แล้วทำไมถึงต้องพยามเขียนเรื่องแนวนี้

A.เพราะว่าผมคิดว่ายังมีคนสิ้นหวังแบบผมอีกเยอะแน่ๆเลย

Q.แล้วเขียนไปทำไม

A.คำตอบขอตอบแบบเดียวกับข้อบนนะครับ

บลอคของผมอยากให้คนที่สิ้นหวังเข้ามาอ่านนะครับ

เผื่อว่าท่านจะมีกำลังใจก้าวต่อไปข้างหน้า

ครั้งแรกของผมคือการเขียนบนความเล็กๆที่เกี่ยวกับตัวผม

และเป็นยังเป็นการ Overview เนื้อหาของบอร์ดด้วยครับ

ขอขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านครับผม